
วันนี้เข้ามา Update blog อีกวัน มา Review Terminator Salvation ก่อนที่จะหมดกระแสไป
ตั้งแต่เทศกาลภาพยนตร์ Summer 2009 เริ่มขึ้น เพิ่งจะได้ไปชมภาพยนตร์แค่เรื่องเดียวเท่านั้นคือ X-Men Origins: Wolverine ที่จริงแล้วอยากชม Angels & Demons และ Night at the Museum: Battle of the Smithsonian แต่สุดท้ายต้องพลาดชมทั้ง 2 เรื่องเพราะช่วงนี้ต้องเตรียมตัวสอบ แต่สำหรับ Terminator Salvation นี้ต้องชมให้ได้ เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่เราติดตามมาตั้งแต่ภาคแรก และหลงเสน่ห์ของภาพยนตร์ชุดนี้ไปแล้ว ถึงแม้ว่า Terminator 3: Rise of the Machines (2003) เป็นเรื่องที่ไม่น่าจดจำก็ตาม ก็หวังว่า Terminator Salvation จะช่วยกู้ชื่อภาพยนตร์ชุด Terminator ได้บ้าง
ขอบ่นซักนิดก่อนที่จะเริ่มคุยกันคือการชมภาพยนตร์ Terminator Salvation ครั้งนี้เจอเรื่องที่น่าหงุดหงิด 2 เรื่องด้วยกัน
เรื่องหงุดหงิดเรื่องแรก อาจจะเป็นความผิดพลาดของตัวเองที่ไม่ดูรอบหนังให้ดี ดันได้รอบที่ไม่ใช่เสียงภาษาอังกฤษ อย่างที่เราทราบกันอยู่แล้ว เสียงพากย์ไทยบ้านเรามันห่วยขนาดไหน แทนที่จะนำนักพากย์อาชีพมาพากย์เสียงให้ แต่ดันชอบเอานักแสดงที่ดังอย่างเดียวไม่มีประสบกาณ์การณ์พากย์หนังมาให้เสียง มันคงจะดีหรอกนะ แต่สำหรับ Terminator Salvation เราไม่มีข้อมูลว่าใครพากย์บ้าง แต่มันยังห่วยอยู่ดี
เรื่องหงุดหงิดเรื่องที่ 2 คือ ดันไปเจอผีโรงหนังอีกแล้ว ผีตัวนี้เฮี้ยนมาก ร้องว่า “หนูอยากกลับบ้านอ้ะ”, “ไม่อยากดูแล้วอ้ะ” รำคาญมากมาย ผู้ปกครองนี่ก็คิดได้ไง พาเด็ก (ซึ่งเราคิดว่าน่าจะอายุประมาณ 6 – 7 ขวบ) มาดูคนเหล็ก ซึ่ง Terminator Salvation เรื่องนี้ได้ Rate PG-13 ซึ่งไม่เหมาะกับเด็กวัยนี้เลย … บอกได้คำเดียวว่า เซ็ง! ครับ
บ่นพอล่ะ เรามาเข้าเรื่อง Terminator Salvation กันดีกว่า

Synopsis:
ปี 2018 วันอวสานโลกได้ผ่านมาและผ่านไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงซากอารยธรรมสมัยใหม่ กองทัพคนเหล็กคุกคามน่านฟ้าของโลกหลังวันหายนะ เพื่อสังหารหรือรวบรวมมนุษย์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองร้างและทะเลทราย แต่ผู้รอดชีวิตกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันขึ้นเป็นกลุ่มผู้ต่อต้าน แล้วหลบซ่อนอยู่ในหลุมหลบภัยใต้ดิน และโจมตีศัตรูที่มีกำลังพลเหนือพวกเขาทุกเมื่อที่เป็นไปได้
ผู้ที่กำลังบงการเหล่าคนเหล็กคือ Skynet เครือข่ายคอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองเมื่อ 14 ปีก่อน และเพียงเวลาชั่วพริบตา มันก็หักหลังผู้สร้างมันขึ้นมา และปลดปล่อยอาวุธนิวเคลียร์สู่โลกโดยไม่มีใครทันตั้งตัว มีเพียงคนเดียวที่ได้เห็นวันอวสานโลกคืบคลานเข้ามา ชายผู้ซึ่งชะตากรรมของเขามักจะเกี่ยวพันถึงการคงอยู่ของมนุษยชาติเสมอ เขาก็คือ John Connor (Christian Bale)
บัดนี้ โลกกำลังจะก้าวสู่อนาคตที่ Conner ถูกพร่ำเตือนมาตลอดชีวิต แต่ปัจจัยใหม่อย่างหนึ่งได้สั่นคลอนความเชื่อของเขาที่ว่ามนุษยชาติมีโอกาสที่จะชนะสงครามครั้งนี้ นั่นก็คือการปรากฏตัวของ Marcus Wright (Sam Worthington) คนแปลกหน้าจากอดีต ผู้ซึ่งความทรงจำสุดท้ายของเขาคือการรับโทษประหาร ก่อนที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกใหม่ใบนี้
Conner จะต้องตัดสินใจว่าเขาสามารถไว้วางใจ Marcus ได้หรือไม่ และเมื่อ Skynet ใช้กลยุทธ์ใหม่เพื่อปราบกองกำลังต่อต้านให้ราบคาบ Conner และ Marcus ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางร่วมมือกันเพื่อยับยั้งการสังหารโหด ด้วยการแฝงตัวเข้าไปใน Skynet และปะทะกับศัตรูแบบจังๆ
credits: SiamZone.com

Commentary:
หมาย เหตุ!! ข้อมูลในส่วนของ Commentary อาจจะมีการ spoiled หรือเปิดเผยเนื้องเรื่องบางส่วน ถ้าใครยังไม่ได้ชม และไม่อยากรู้ก่อน อย่าเพิ่งอ่านนะครับ ไม่งั้นจะเสียอรรถรสในการรับชมแน่นอน (จะข้ามไปอ่านในส่วน Summary เลยก็ได้)
ต้องยอมรับว่าตอนแรกที่ได้ยินว่าภาพยนตร์ชุด Terminator จะกลับมาสร้างอีก ถึงแม้ว่า Terminator 3: Rise of the Machines เป็นเรื่องที่สร้างความน่าผิดหวังมากก็ตาม แต่ก็ยังมีความหวังว่ามันจะกลับมาสร้างความตื่นตาได้อีกครั้ง พอได้ยินอีกว่าจะเป็นการเขียนเนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยมีเนื้อหาหลังจาก Terminator 3: Rise of the Machines ก็เริ่มชักหวั่นๆ เล็กน้อย แต่พอได้ยินชื่อผู้กำกับอย่าง McG อีก ชักเริ่มไม่แน่ใจล่ะว่า ภาพยนตร์ชุดใหม่ของ Terminator ซึ่งประกาศล่วงหน้าว่าจะสร้างเป็นไตรภาคใหม่ จะไปรอดจริงหรือ? เพราะบอกตามตรงว่าภาพยนตร์ที่ผ่านมาของ McG ที่เราเคยดูมา ไม่ว่าจะเป็น Charlie’s Angels (2000), Charlie’s Angels: Full Throttle (2003) เราไม่ชอบเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ยังพอน่าจดจำขึ้นมาบ้างกับภาพยนตร์เรื่อง We Are Marshall (2006) แต่ก็ยังไม่สร้างความมั่นใจว่าจะไปรอดหรือไม่กับภาพยนตร์ชุดใหม่ของ Terminator
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาหลังจากได้ชม ผมบอกได้คำเดียวว่า ผิดคาด มากมาย เพราะ Terminator Salvation ทำได้ดีเกินความคาดหมายจริงๆ ถึงแม้ว่าจะมีส่วนที่ไม่ชอบบางอย่าง และมีบางอย่างที่ดูขัดๆ และสับสน แต่รายละเอียดต่างๆ McG ก็เก็บได้ครบถ้วนอย่างไม่น่าเชื่อ


เนื้อเรื่อง และการเล่าเรื่อง
ส่วนตัวคิดว่า Terminator Salvation ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญเพียงอย่างเดียวคือ เนื้อเรื่องจะยังคงมาตรฐานเดียวกับ The Terminator (1984) และ Terminator 2: Judgment Day (1991) ได้หรือไม่ ซึ่งในมุมมองผม ผมบอกได้อย่างคำเดียวว่า “ไม่” ตัวเนื้อหา ไม่ได้สร้างความเป็น Thriller ได้อย่างที่ The Terminator และ Terminator 2: Judgment Day ได้สร้างไว้ โดย 2 ตอนแรกนั้น ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชม ยังสร้างความรู้สึกลุ้น และกดดันผู้ชมได้ดีมาก แต่ Terminator Salvation กลับทำได้เพียงสร้างความตื่นเต้นเท่านั้น เหมือนเราได้ชมภาพยนตร์ Action ธรรมดาเรื่องนึงแค่นั้นเอง
แต่เนื้อหาที่นำเสนอนั้น มีความน่าสนใจไม่ได้ไม่น้อยโดยมุ่งไปที่ John Connor ต้องตามหา Kyle Reese ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น และเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของ Skynet ที่ต้องกำจัด โดย Conner จะต้องหา Reese ให้พบเพื่อที่จะส่งย้อนเวลากลับไปช่วยแม่ของเขา Sarah Connor ในอดีต ถ้า Skynet พบตัว Reese ก่อน และถูกกำจัด ตัว John Connor ก็จะไม่เกิด จุดนี้เองที่เราชอบ นั่นคือถึงแม้ว่าจะเป็นการเขียนบทใหม่ แต่ยังไม่ลืมที่จะเชื่อมโยงเนื้อหาตอนแรกของ The Terminator ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งชอบการเก็บรายละเอียดเล็กน้อยอย่างแผลเป็นที่ใบหน้าของ John Conner ในอนาคตที่เราเห็นแว้บๆ ใน The Terminator นั้น Terminator Salvation ได้บอกที่มาไว้หมด

แต่เนื้อหามีจุดที่น่าสงสัย 2 อย่างหลังจากที่ได้ชม ซึ่งดูไม่เข้าใจ และดูขัดๆ แหม่งๆอยู่
… จุดสงสัยอย่างแรก …
ตัวละคร Marcus Wright คือ ถ้าเข้าใจไม่ผิดจากเรื่องราวทั้งหมด Marcus ได้เซ็นสัญญาว่าร่างกายของเขาหลังจากถูกประหาร จะเป็นสมบัติของ Cyberdyne systems ที่จะทำอะไรก็ได้ และคนกลุ่มนั้นนำโดย Dr. Serena Kogan (Helena Bonham Carter) ก็ดัดแปลงร่างกายของ Marcus เป็นกึ่งมนุษย์ กึ่งเครื่องจักร เสมือนเป็นหุ่นแฝงตัวในกลุ่มมนุษย์ด้วยกันจุดมุ่งหมายเพื่อล่อให้ John Conner และ Kyle Reese มาหา Skynet เพื่อที่จะกำจัด … แล้ว Dr. Serena Kogan ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร? ต้องการปกป้อง Skynet หรือ? ที่จริงแล้วต้องการให้เกิดวันล้างโลก หรือวันพิพากษา (Judgment Day) อย่างนั้นหรือ? แบบว่า งง ครับ
… จุดสงสัยอย่างที่ 2 …
สงสัยในเรื่องเทคโนโลยีของหุ่นยนต์ จากภาพยนตร์เราเห็นว่า Cyberdyne systems ได้ดัดแปลงร่างกาย Marcus Wright เป็นกึ่งมนุษย์ กึ่งเครื่องจักรอย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่มนุษย์ด้วยกันยังแยกไม่ออก นอกจากนั้นตั้งเวลาให้ตื่นขึ้นมาในปี 2018 อย่างที่เราเห็นกันในภาพยนตร์ เราเห็นว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากกว่าหุ่นยนต์ทุกตัวที่เห็นในภาพยนตร์ทุกตอนของ Terminator แต่ทำไม Skynet สร้างได้เพียงแค่หุ่น T-600 และหุ่น T-800 เท่านั้น มันดูขัดๆ ไปหน่อยในเรื่องความก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยีของหุ่นยนต์นะ


เทคนิคพิเศษ หรือ Special Effect
ในเรื่องเทคนิคพิเศษ McG ก็ทำได้ตามาตรฐานของเขาอยู่แล้ว โดนเฉพาะฉากตูมตามด้วยระเบิดนั้นดูอลังการมากมาย ส่วนพวกหุ่นยนต์ทั้งหลายนี่ก็ทำได้ดี และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ ก็สามารถทำให้หุ่นยนต์ดูเคลื่อนไหวได้เนียนกว่า The Terminator อย่างเห็นได้ชัด
ก่อนหน้านี้มีเรื่องโต้วาทีกันระหว่าง McG และ Michael Bay ว่า McG เลียนแบบหุ่นยนต์ใน Transformers ซึ่งหลังจากที่ดู ก็มีฉากที่ดูคล้ายๆ อยู่เหมือนกัน อย่างหุ่นยนต์ยักษ์ที่ไล่ล่า Marcus Wright และ Kyle Reese หรืออย่างหุ่นยนต์ที่ดูเหมือนงู ที่ John Connor จับมาทดลอง ฉากนั้นดูเหมือนฉากใน Tranformers ที่เหล่าทหารเก็บหางของหุ่น Scorponok มาทดลองเป๊ะเลย … จะเลียนแบบหรือไม่เลียนแบบ คิดกันเอาเองละกันนะครับ ผมไม่เกี่ยว

เรื่องของการแสดง และความโดดเด่นของตัวละคร
เรื่องของการแสดงนั้น Christian Bale สามารถแสดงเป็น John Conner ได้ดีเยี่ยมตามมาตรฐานของเขาอยู่แล้ว ทำให้เราได้เห็น John Conner ที่ดูจริงจัง ขึงขัง และมุ่งมั่นที่จะกอบกู้โลกได้เหมือนอย่างที่เราเห็นแว้บๆ ในภาพยนตร์ตอนก่อนๆ ของ Terminator จริงๆ ส่วนตัวละครหลักอีกตัวอย่าง Marcus Wright ที่แสดงโดย Sam Worthington เขาก็แสดงว่าสุดยอดครับ ให้เราได้เชื่อว่าตัว Marcus Wright เองเชื่อว่าตัวเขายังเป็นมนุษย์อยู่ทั้งๆ ที่โดนดัดแปลงเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว
ส่วนนักแสดงสาวทั้ง 2 คนอย่าง Moon Bloodgood ที่รับบทเป็น Blair Williams ก็ยังดูเหมาะกับบทบู๊โลดโผนมาก แต่สำหรับ Bryce Dallas Howard ที่รับบทเป็น Kate Connor ดูเหมือนตัวประกอบไปเลย
จุดที่เสียดายคือ ความสมดุลของตัวละครหลักอย่าง John Conner และ Marcus Wright แทนที่เราจะได้เห็นบท Conner และ Marcus ซึ่งเป็นบทของมนุษย์ และเครื่องจักรที่ดูเด่นเท่านั้นเหมือนอย่างที่ทำได้ใน Terminator 2: Judgment Day แต่กลับเห็น Marcus Wright ที่ดูเด่นกว่าใครเพื่อนไปหน่อย


ส่วนฉาก Action ต่างๆ
ในเรื่องฉาก Action นี่อย่างที่เราเห็น ดูตื่นตา ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ John Conner บุกตะลุยโรงงานสร้างหุ่น T-600 ต้นต้นเรื่อง, ฉากที่หุ่นยนต์ยักษ์ และหุ่นมอเตอร์ไซด์ล่าสังหารไล่ล่า Marcus Wright และ Kyle Reese ช่วงกลางเรื่อง และฉากสู้กันภายใน Skynet ทำให้เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของ Terminator Salvation อย่างเห็นได้ชัด
ที่สร้าง Surprise อย่างสุดๆ คือผู้ว่า Arnold สละเวลามาเป็นแขกรับเชิญเล็กน้อยตอนท้าย ในบทของหุ่น T-800 ที่สมบูรณ์แบบ ออกมาพร้อมกับเพลง Theme หลักของภาพยนตร์ชุด Terminator ที่ดูออกว่าในใช้ CG ใน เพราะดูหนุ่มไปหน่อย แต่ก็ตื่นตาอย่างบอกไม่ถูก
แต่น่าเสียดายอย่างหนึ่งคือ หุ่น T-600 ที่เราเห็นในภาพยนตร์ดูน้อยไปหน่อย ไม่ค่อยสมกับสงครามระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรซักเท่าไหร่
ส่วนที่ชอบที่สุดตรงประเด็นที่ John Conner ได้ย้ำความเป็นมนุษย์ในฉากที่ผู้บัญชาการกองกำลังกอบกู้โลกส่งโจมตี Skynet โดยไม่สนใจชีวิตของเหล่าตัวประกันที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งการกระทำเช่นนั้นไม่ต่างจากที่เหล่าหุ่น Terminator ล้างเผ่าพันธ์มนุษย์แม้แต่น้อย ทำให้ดูแล้วสะอึกไปเหมือนกัน



Summary:
ต้องยอมรับว่า Terminator Salvation นั้นสามารถพาภาพยนตร์ชุด Terminator กลับมาอย่างดีเกินความคาดหมาย ถึงแม้ว่าจะไม่ดีเทียบเท่า The Terminator และ Terminator 2: Judgment Day ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่เลวร้ายเท่า Terminator 3: Rise of the Machines อย่างแน่นอน ซึ่งเราคิดว่าสำหรับแฟนภาพยนตร์ชุด Terminator น่าจะชื่นชอบเหมือนกัน ถึงแม้ว่าบทภาพยนตร์จะทำได้ไม่ดีเท่า 2 ตอนแรกของภาพยนตร์ชุดนี้ แต่น่าจะอิ่มไปกับฉาก Action ที่ทำได้ดี และตื่นเต้นอย่างคาดไม่ถึง
8 / 10 สำหรับ Terminator Salvation ครับ
แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกับ Terminator Salvation
Movie Information:
Terminator Salvation (2009)
Derector: McG
Writer: John D. Brancato, Michael Ferris
Genre: Action | Adventure| Sci-Fi | Thriller
Release Date: 28 May 2009 (Thailand), 21 May 2009 (US)
Cast:
- Christian Bale — John Connor
- Sam Worthington — Marcus Wright
- Moon Bloodgood — Blair Williams
- Helena Bonham Carter — Dr. Serena Kogan
- Anton Yelchin — Kyle Reese
- Jadagrace — Star
- Bryce Dallas Howard — Kate Connor

THE END
Tags: MOVIE, Reviews, Terminator Salvation


ยังไม่ได้ไปดู โหลด Bloody Valentine ก่อน
นับว่า วิจารณ์ได้ลึกซึ้งดีทีเดียวครับ โดยส่วนตัว ก็เห็นไม่ต่างจากผู้เขียนเท่าไหร่นักนะครับ ให้คะแนนภาคนี้ดีกว่าภาค 3 อยู่แล้ว แต่คงไม่ถึง 2 ภาคแรกแน่นอน และยากที่ภาคไหนจะทำได้ขนาดนั้น (โดยเฉพาะภาค 2) ด้วย
ขอติงเรื่องการสะกด “พากย์หนัง” ไม่ใช่ “พากษ์” นะครับผม
ปล. ขอบคุณที่ไปเยี่ยมและเม้นต์บล็อกผมนะครับ
Reply To: PatSonic|Com
โอวววว ขอบคุณครับที่แนะนำเรื่องการสะกดคำ
ตอนพิมพ์ก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน
รีบแก้ไขโล้ด เขินมากมาย
ขอบคุณอีกครั้งครับ
Reply To: inatmon
ถ้าชอบเน้น Action แนะนำลองไปชมครับ
Bloody Valentine ผมยังไม่ได้ดูเหมือนกันครับ
วิจารณ์ได้ดีมากครับ เป็นการวิจารณืที่ลึกซึ้ง ตีได้เข้าประเด็น และมองไม่เห็นเลยว่าลำเอียงหรือทำตัวเป็นแนวนักวิจารณ์ขวางโลกให้หงุดหงิด
คือบังเอิญไปเห็นบทวิจารณ์ของนักวิจารณ์คนนึง ไม่บอกหรอกนะว่าเป็นนันทขว้าง 555
อ่านแล้วหงุดหงิดครับ ดูๆแล้ววิจารณ์ส่งเดช ไม่ใช่ว่าวิจารณ์เชิงลบไม่ได้นะครับ เพียงแต่ต้องชี้ประเด็นให้ตรงจุดและอธิบายให้เข้าใจหน่อย ไม่ใช่ว่าพอได้ชื่อว่าเป็นนักวิจารณ์แล้วจะถือว่าพูด/เขียนอะไรก้อได้เป็นความชอบส่วนบุคคล คนอื่นเค้าคิดมาหลายตลบกว่าเค้าตั้งเท่าไหร่ถึงตัดสินใจทำออกมาแต่ละฉาก
กลับมาที่คุณ Iorion ขอชมอีกที ว่าวิจารณ์ได้ดีมาก ไม่ใช่ว่าผมชอบคนเหล็กแล้วจะเข้าข้างนะครับ เพราะผมก้อเห็นด้วยว่ามันยังไม่ถึงขั้นภาค 1-2 และยังห่างจากการเป็นหนัง “ขึ้นหิ้ง” หลายขุม แต่อย่างน้อยในเรื่องที่ยังเคารพหนังต้นฉบับทั้งสามภาค และพยายามถ่ายทอด “มุมใหม่” ของหนังคนเหล็กที่ต่างจากสามภาคก่อน โดยที่มีข้อจำกัดด้านเนื้อเรื่องที่ถูกวางมาก่อนแล้ว ก้อถือว่าไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังแน่นอน
ซึ่งข้อดีข้อเสียแต่ละจุด คุณ Iorion แยกแยะชี้แจงได้อย่างเข้าใจ
การวิจารณ์นั้นต่อให้ด่าสาดเสียเทเสียยังไง แต่เชื่อผมเถอะ ถ้ามันมาจากการกลั่นกรองและ “ตั้งใจ” ใช้ความคิดซะบ้าง เราจะรับรู้ได้ทันทีว่า เออ มีเหตุผลว่ะ หรือจริงของมัน อะไรแบบนี้…
ไว้จะลองตามงานวิจาณ์อื่นๆของคุณ Iorion ต่อไปนะครับ
Reply To: DaJIM
ขอบคุณครับสำหรับความคิดเห็นของคุณ DaJIM
เรื่องของการวิจารณ์ มันก็ต่างคนก็ต่างความคิดเห็น
อย่าไปติดใจอะไรมาก ฟังหูไว้หูอะครับ
ส่วนผม ผมก็ลองขีดลองเขียนตามความเห็น
พยายามเก็บรายละเอียดให้มากที่สุด
ถึงแม้บางเรื่องอาจจะเก็บรายละเอียดได้น้อยก็ตาม
แต่จะพยายามเขียนให้เป็นกลางที่สุด
เว็บสวยมากเลยครับ แล้วก็ชอบที่คุณ review มากคร้าบเลยจิ้ม adsense ไปให้หนึ่งทีครับผม ถ้าสนใจจะแลกลิงค์ติดต่อกลับลมาที่เมล์ได้เลยครับผมอยากแลกลิงค์กับเว็บคุณเช่นกันครับ
ขอบคุณครับพี่ บทวิจารย์พี่เป็นอะไรที่ถือว่าโปรเลยทีเดียวอ่านมาหลายเรื่องแล้ว ไม่ได้มีอะไรที่ติดขัดสำหรับผมเลย เป็นกลางและให้เหตุผลที่เหมาะสมน่าอ่านชวนติดตามมากคับ
แต่ผมก็ยังมีข้อชวนถกเถียงคุณiorion หน่อยนึงคือ รอยแผลที่หน้าของจอห์นหน่ะ ไม่ควรเกิดขึ้นจากหุ่นที่หน้าเหมือนผู้ว่าการรัฐ!! เพราะจะทำให้เืนื้อเรื่องภาค3 ขัดกะ ภาค2อย่างมาก เพราะอย่างที่รู้กัน เราจะเห็นรอยที่หน้าของจอห์นในตอนต้นเรื่องของภาค2 แต่ถาค3 T800 บอกว่าจอห์นตายจากหุ่นรุ่น T800(คือมันเอง) ที่ออกแบบมาให้เหมือนหุ่นที่จอห์นเคยคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก!! มันจะคนเขียนบทภาคต่อไป ต้องหาเหตุให้จอห์นต้องเจอหุ่นหน้าตาผู้ว่าการรัฐอีกรอบ
ขอตอบ(เชิงความคิดเห็น)ข้อสงสัยคุณiorion หน่อยคับ
1. จิงๆเป็นมาคัส เป็นแค่หนึ่งในการทดลองของ Cyberdyne systems ตั้งแต่ยังไม่มีวันพิพากษา ตอนนั้น Cyberdyne systems เป็นแค่ทีมมนุษย์ที่มุ่งการพัฒนาอาวุธทางทหารต่างๆ แต่ก็ไม่ได้มุ่งหวังทำลายโลก แต่สุดท้าย Skynet(ไวรัส) ก็เป็นตัวควบคุมงายวิจัยต่าง โดยตั้งโปรแกรมหุ่นเหล่านั้นใหม่ทั้งหมด รวมถึงตัว มาคัสด้วย แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจมาแต่แรกว่าต้องตื่นตอน 2018 แต่คงตั้งใจให้ตื่นก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำแต่ก็ไม่ได้มีความจำเป็น ถ้ามองให้ดีจริงๆแล้วฐานแรกที่ทางจอห์นบุกเข้าไปนั้น เป็นแค่หนึ่งในแผนการของ Skynet ที่หลอกให้ทางจอห์นค้นเจอ สัญญาณความถี่สั้น เพื่อไปสร้างปุ่มปิดการทำงาน( kill -9) และตอนนั้นเองที่ มาคัสถูกกำหนดให้ฟื้นขึ้น
2. ก็ไม่เชิงนะการพัตนาของหุ่นยนต์ของด้าน มาคัส ก็ไม่ได้ดีกว่าพวก T800 หรือ T600 มากเท่าไหร่นะครับ และที่สำคัญถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนด้วยซ้ำ จากเนื้อเรื่อง นอกจากส่วนสมอง หัวใจ และผิวหนัง(เทียม) แล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่า T800 เลย หุ่นของ มาคัสเหมือนสร้างให้เลียนแบบมนุษย์เท่านั้น ความแข็งแรงกะความสามารถแล้ว เหมือนจะสู้กะ T800 ไม่ได้เลย